รองแม่ทัพภาค 1 ตรวจพื้นที่ที่ถูกบุกรุกในอ.สวนผึ้งกว่า 20,000 ไร่
พล.ต.องอาจ พงษ์ศักดิ์ รองแม่ทัพภาค 1 ได้ร่วมกับ ดีเอสไอ กอ.รมน.จ.ราชบุรี ทหารช่าง ป่าไม้ จ.ราชบุรี ฝ่ายปกครองอ.สวนผึ้ง ตชด.137 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.สวนผึ้ง และกลุ่มอนุรักษ์ป่าในพื้นที่อ.สวนผึ้ง ได้เดินทางมาที่หน่วยเฉพาะกิจ ค่ายทัพพระยาเสือ อ.สวนผึ้ง เพื่อร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ของนายทุนที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่า โดยมีพ.อ.สมบัติ ศูนย์กลาง ผอ.กอ.รมน.จ.ราชบุรี ได้กล่าวถึงพื้นที่ในเขตอ.สวนผึ้ง ว่าเป็นพื้นที่ราชพัสดุและมีกรมการทหารช่างเป็นผู้ขอใช้และดูแลพื้นที่อยู่ แต่ในปัจจุบันกลับมีการบุกรุกแผ้วถางป่าทั้งทำการเกษตรและทำธุรกิจต่าง โดยเฉพาะเรื่องของการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ซึ่งรวมแล้วกว่า 20,000 ไร่ และมีการเข้าจับกุมแล้วหลายสิบครั้งแต่ทุกครั้งที่จับก็จะได้แต่เพียงชาวบ้านในพื้นที่ และอ้างว่าได้ทำการขอเช่าพื้นที่จากกรมธนารักษ์แล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้แค่เพียงเสียค่าปรับ ส่วนผู้ที่เป็นนายทุนซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่และ เป็นนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งอยู่เบื้องชาวบ้านนั้นกลับลอยนวล ซึ่งทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าถึงตัวนายทุนได้ ทำให้พื้นที่ป่านั้นถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ ทางกรมการทหารช่างต้องทำเรื่องขอให้ ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษเพื่อที่จะได้ดำเนินการสอบสวนหาผู้กระทำผิดเนื่องจากยอมรับว่าคนในพื้นที่นั้นทำงานลำบากเพราะต้องต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลนอกจากนี้ในส่วนของทหารช่าง เองก็พบกับปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการดำเนินการ โดยพ.อ.วีระศักดิ์ รักษาทรัพย์ ผู้อำนวยการกองยุทธการและการข่าว ก็กล่าวในที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาการขอเช่าพื้นที่ทางกรมธนารักษ์นั้นไม่ได้แจ้งให้ทางกรมการทหารช่างทราบว่ามีใครมาขอเช่าพื้นที่บ้างและเช่าคนละกี่ไร่ ซึ่งบางคนนั้นมีมากกว่า 1,000 ไร่ ทั้งที่ตามข้อกำหนดแล้วนั้นขอเช่าได้คนละไม่เกิน 50 ไร่ และยอมรับเจ้าหน้าที่บางคนก็มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด และบางคนก็ไม่อยากที่จะเข้ามายุ่งในเรื่องนี้เพราะเกรงว่าจะต้องไปขึ้นศาลในช่วงตอนที่เกษียณอายุแล้ว และเรื่องของนโยบายของหน่วยงานที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้การทำงานต้องสดุด นอกจากนี้ยังมีเรื่องของงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้ที่เข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าไม่เกรงกลัว และยังนำแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในศูนย์อพยพบ้านถ้ำหินออกมาทำงานให้ด้วย ซึ่งถือเป็นความท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทางดีเอสไอนั้นก็คงจะต้องมาทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการบุกรุกแผ้วถางป่านั้นได้ลุกลามไปยังเขตอำเภอปากท่อ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ป่าซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินั้นถูกบุกรุกไปแล้วกว่า 1,000 ไร่ แต่การดำเนินการจับกุมนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะสาวถึงตัวนายทุนได้สักครั้งหลังจากที่ฟังการบรรยายสรุปแล้ว พล.ต.องอาจ พงษ์ศักดิ์ รองแม่ทัพภาค 1 และคณะได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่ทั้งหมดพบว่าบางแห่งก็ยังมีการแผ้วถางกันอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือหนักทั้งรถแบคโฮ รถแทรกเตอร์เข้าไปดำเนินการ และบางแห่งก็มีการสร้างบ้านอยู่บนยอดเขาสูง ทั้งที่พื้นที่ดังกกล่าวนั้นได้ทำการตรวจยึดไว้แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มนายทุนเหล่านี้ไม่ได้เกรงกลัวต่ออำนาจกฎหมาย และเป็นการท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐว่าจะดำเนินการอย่างไรที่เห็นภาพดังกล่าว ภาพ/ข่าว ประทีป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น